เทคนิคการเพาะเลี้ยงพารามีเซียมแบบหนาแน่น
การจัดลำดับทางอนุกรมวิธาน
พารามีเซียมจัดเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง และเป็นสัตว์เซลเดียวจำพวกโปรโตซัว ( Protozoa ) เป็นแพลงตอนสัตว์ มีขนาดประมาณ 50 - 350 ไมครอน ( ?m ) ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม พบได้ง่ายในพื้นแหล่งน้ำที่มีการเน่าของอินทรีย์วัตถุ Ruppert and Barnes (1994) จัดลำดับชั้นของพารามีเซียมไว้ดัังนี้
Kingdom : Protozoa
Phylum : Ciliophora
Class : Oligohymenophora
Subclass : Hymenostomata
Order : Peniculida
Family : Parameciidae
Genus : Paramecium
.
ลักษณะภายนอก
ลำตัวแบนรูปไข่ ด้านหน้า (anterior end) ค่อนข้างกลม ส่วนด้านท้าย (posterior end) จะเรียวแหลมกว่า รูปร่างของลำตัวจะคล้ายรองเท้าแตะ (slipper-shaped) หรือคล้ายเท้า (foot-shaped) ทำให้มีชื่อเรียกว่า Slipper Animalcule ผนังเซลล์เป็นแบบ pellicle มีร่องเป็นรูปหกเหลี่ยมเรียงไปทั่วตัว มีความยืดหยุ่นดี และทำให้มีรูปร่างคงที่ ผิวนอกลำตัวจะมีขน (cilia) ปกคลุมอยู่โดยรอบ ทำให้เคลื่อนที่หรือว่ายน้ำได้ดี ด้านข้างลำตัวมีร่องเว้าเป็นปากเด่นชัด เรียก peristome หรือ oral groove มี cilia เรียงอยู่ภายในขอบปากโดยรอบ และมีช่องเล็กๆทางด้านท้ายลำตัว (cytoproct หรือ anal pore) สำหรับขับถ่ายกาก
ลักษณะภายใน
ภายในเซลล์ (endoplasm) ประกอบด้วยนิวเคลียสขนาดใหญ่ (macronucleus) รูปไข่อยู่เกือบกลางเซลล์ ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญและการทำงานของเซลล์ มีนิวเคลียสเม็ดเล็ก (micronucleus) อยู่ใกล้ๆ ทำหน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์แบบใช้เพศ มี contractile vacuole ทั้งทางด้านหน้าและท้ายลำตัว ทำหน้าที่ในการขับถ่ายของเสียคล้ายไต และมี food vacuole ที่เกิดจากการกินอาหารอยู่จำนวนมาก
ภาพที่ 1 ลักษณะภายนอกและภายในของพารามีเซียม
ที่มา : MetaMicrobe.com (2012)
.
การเคลื่อนที่
พารามีเซียมจัดเป็นโปรโตซัวที่เคลื่อนที่ไปมาอย่างรวดเร็วและชอบเคลื่อนที่ อยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยการโบกพักของ cilia
การดำรงชีวิต
พารามีเซียมกินอาหารแบบกลืนกิน (holozoic) โดยการโบกพักของ cilia ทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำนำเอาจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่างๆ เข้าไปในปาก แล้วถูกล้อมรอบ กลายเป็น food vacuole เข้าไปในเซลล์
การแพร่พันธุ์ของพารามีเซียม
พารามีเซียมมีการแพร่พันธุ์ได้ 2 แบบ คือ
1 การแพร่พันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยวิธีการแบ่งตัวตามขวาง (Transverse binary fission) ด้วยการแบ่งนิวเคลียสก่อน โดย macronucleus จะแบ่งแบบ Amitosis ส่วน micronucleus จะแบ่งแบบ Mitosis จากนั้นจึงเกิดการแบ่ง cytoplasm การขยายพันธุ์วิธีนี้จะเกิดในภาวะปกติที่มีอาหารสมบูรณ์ หรือในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งปกติพารามีเซียมแต่ละตัวจะมีการแบ่งตัวประมาณวันละ 4 ครั้ง โดยใช้เวลาครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นการแพร่พันธุ์ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว
2 การแพร่พันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยวิธี Conjugation การสืบพันธุ์ด้วยวิธีนี้มักเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการแพร่พันธุ์โดยการแบ่ง ตัวมากๆเข้า จนทำให้ร่างกายเกิดอ่อนแอลง จึงต้องมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเซล การ Conjugation ของพารามีเซียมมีขั้นตอนดังนี้
1. Paramecium 2 ตัวมาจับคู่กัน แต่ละตัวจะเรียก conjugant โดยหัน oral groove เข้าหากันแล้ว pellicle บริเวณนั้นค่อยๆสลายไป ทำให้เนื้อของทั้ง 2 ตัวผสานเป็นเนื้อเดียวกัน ระหว่างนี้ทั้ง 2 ตัวจะมีการเคลื่อนที่คู่กันไปเรื่อยๆ
2. micronucleus (2n) ของแต่ละตัวจะเกิดการแบ่งตัวแบบ Meiosis ได้ micronucleus (n) จำนวน 4 อัน แล้ว 3 ใน 4 อันสลายไปเหลือเพียงอันเดียว
3. micronucleus ที่เหลือเพียงอันเดียวเกิดการแบ่งตัวแบบ Mitosis ได้ micronucleus (n) จำนวน 2 อัน
4. micronucleus (n) 1 อัน ของแต่ละตัวจะเคลื่อนที่สลับกันไป แล้วไปรวมกับ micronucleus (n) ของอีกตัวหนึ่ง กลายเป็น Zygote nucleus
5. จากนั้น pellicle จะเริ่มปรากฎแล้ว Paramecium ทั้ง 2 ตัวจะแยกออกจากกัน เรียกแต่ละตัวว่า Exconjugant
6. exconjugant จะมีการเปลี่ยนแปลงภายในอีก คือ macronucleus ของแต่ละตัวจะเริ่มสลายไป แล้ว Zygote nucleus จะแบ่งตัวแบบ Mitosis 3 ครั้งได้ 8 อัน ต่อมา 4 ใน 8 อันจะกลายเป็น macronucleus ทำให้ exconjugant แต่ละตัวมี micronucleus 4 อัน และ macronucleus 4 อัน
7. จากนั้น exconjugant แต่ละตัวจะแบ่ง cytoplasm ออกไปอีก 2 ครั้ง แต่ละตัวได้เป็น 4 ตัวที่มี micronucleus 1 อัน และ macronucleus 1 อัน
สรุป จากการ conjugation แต่ละครั้ง Paramecium 1 ตัว จะให้ Paramecium ใหม่ 4 ตัว หรือการ conjugation แต่ละครั้งจะให้ Paramecium ใหม่ 8 ตัว ซึ่งมีความแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะแพร่พันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ต่อไป
ภาพที่ 2 แสดงวงชีวิตของพารามีเซียม
ที่มา : MetaMicrobe.com (2012)
.
วิธีการเพาะเลี้ยงพารามีเซียม
มีรายงานและข้อมูลจาก web site เกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงพารามีเซียมไว้บ้างแล้ว ดังนี้
สาขาชีววิทยา สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) 2547 รายงานขั้นตอนการเลี้ยงพารามีเซียมไว้ว่า
1. หาตัวอย่างพารามีเซียมจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาจเป็นบริเวณที่มีหญ้าแห้ง หรือเศษใบไม้ทับถมอยู่ สังเกตจะเห็นน้ำเป็นสีชา หรือสีน้ำตาล นำน้ำจากแหล่งน้ำนี้มาตรวจหาพารามีเซียม ด้วยกล้องจุลทรรศน์
2. นำฟางข้าวหรือหญ้าแห้งมาตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ยาวประมาณ 2- 3 เซนติเมตร แล้วนำไปต้มกับน้ำสะอาดในอัตราส่วนฟางข้าว 15 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เดือดนานประมาณ 15-20 นาที ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
3. นำน้ำต้มฟางที่ได้จากข้อที่ 2 ใส่ลงไปในขวดโหลหรือบีกเกอร์ แล้วนำน้ำธรรมชาติที่ตรวจพบพารามีเซียมใส่ลง ไป ใช้ผ้าขาวบางปิดปากขวดโหลหรือบีกเกอร์เพื่อป้องกันยุงหรือแมลงมาวางไข่ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ให้นำน้ำมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบพารามีเซียมเพิ่มจำนวนมากขึ้น
4. แยกพารามีเซียมจากข้อ 3 มาเลี้ยงในขวดโหลหรือบีกเกอร์ใบใหม่ ซึ่งบรรจุน้ำต้มฟางที่เตรียมใหม่ แล้วใช้หลอดหยดดูดพารามีเซียมใส่ลงไป ใช้ผ้าขาวบางปิดปากขวดโหลหรือบี กเกอร์ จะได้พารามีเซียมที่เป็น pure culture ไว้ใช้ต่อไป
Mitchell (2003) รายงานว่า การใช้นมผงละลายน้ำเป็นอารเลี้ยงพารามีเซียม เป็นวิธีการที่ให้ผลดีทำให้เกิดพารามีเซียมหนาแน่น และคุ้มค่า
มีรายงานจาก http://www.e-aquarium.com.au/paramecium-culture.htm เกี่ยวกับขั้นตอนการเลี้ยง พารามีเซียม ดังนี้
1. ใช้แตงกวา หรือผักชนิดต่างๆ นำมาขูดพรือสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ
2. ใส่แตงกวา หรือผักที่สับแล้วลงในขวดแล้วเติมน้ำสะอาด
3. รินน้ำจากขวดใบแรกลงขวดใบใหม่
4. เติมน้ำเพิ่มลงในขวดใบแรก เก็บขวดนี้ไว้เป็นอาหารในการเลี้ยง
5. เติมน้ำจากบ่อดิน หรือน้ำจากตู้เลี้ยงปลาลงในขวดใบที่สองเล็กน้อย ขวดนี้จะเป็นขวดที่ใช้ในการเลี้ยง
6. วางขวดทั้งสองในที่ืมืด เพื่อป้องกันการเกิดสาหร่าย
7. ทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วสังเกตุที่ขวดใบที่สอง จะพบว่าน้ำในขวดที่ตอนแรกค่อนข้างใส จะเกิดตะกอนเล็กๆสีขาวขุ่น เมื่อพิจารณาให้ดีจะพบว่าเป็นพารามีเซียมเคลื่อนที่ไปมา
8. เมื่อน้ำในขวดใบที่สองเริ่มใส ก็เติมน้ำจากขวดใบแรกลงไปอีก
9. ขวดใบแรกจะมีจุลินทรีย์อย่างมากมาย ส่วนขวดใบที่สองจะมีพารามีเซียมหนาแน่นโดยไม่มีเศษตะกอนของแตงกวา หรือเศษผัก ทำให้สามารถตักไปเลี้ยงลูกปลาได้ดี
เทคนิคการเพาะเลี้ยงพารามีเซียมแบบหนาแน่น
สำหรับการเพาะเลี้ยงพารามีเซียมที่จะนำเสนอนี้ เป็นวิธีที่สามารถเพาะเลี้ยงพารามีเซียมให้เกิดได้อย่างหนาแน่นในภาชนะต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้บ่อคอนกรีตหรือบ่อดิน โดยมีขั้นตอนดังนี้
1 การเตรียมบ่อผลิต ใช้ภาชนะที่มีความจุตั้งแต่ 20 - 50 ลิตร เช่น กะละมัง หรือ ถังพลาสติกสี่้เหลี่ยม วางภาชนะไว้ในที่ร่ม หรือในห้อง
2 การเตรียมน้ำ เตรียมโดยการเลี้ยงปลาในตู้กระจกขนาดความจุ 100 - 150 ลิตร โดยไม่ต้องใส่เครื่องกรองน้ำ เพราะต้องการตะกอนที่เกิดจากขี้ปลา ปลาที่เลี้ยงอาจเป็นปลาทอง หรือปลานิลก็ไ้ด้ จำนวนปลามากพอสมควรเนื่องจากต้องการให้เกิดตะกอน ให้ปลากินอาหารเต็มที่เป็นเวลา 15 - 20 วัน ก็จะเห็นว่ามีตะกอนอยู่ที่พื้นตู้ปลา
3 การเติมน้ำลงบ่อผลิต ใช้สายยางทำกาลักน้ำจากตู้เลี้ยงปลา โดยพยายามดูดตะกอนจากก้นตู้ปลามาให้มาก ให้ได้ปริมาณน้ำในภาชนะที่เป็นบ่อผลิตตามต้องการ หากไม่พอก็สามารถใช้น้ำประปาที่พักไว้แล้วเพิ่มเติมได้
4 การเติมอาหาร อาหารที่เหมาะสมในการเลี้ยงพารามีเซียม คือ นมสด ใส่ครั้งแรก (วันแรก) ในอัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำในบ่อผลิต 2 ลิตร แล้วกวนน้ำให้นมกระจายทั่วทั้งภาชนะ หลังจากนั้นเติมนมสดวันเว้นวัน ในอัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำในบ่อผลิต 2 ลิตรเช่นเดิม
5 การเก็บเกี่ยวผลผลิต หลังจากการเติมน้ำและนมสดในวันแรก เช้าวันถัดมาจะสังเกตุเห็นพารามีเซียมว่ายน้ำรวมฝูงเป็นกลุ่ม ทำให้มองเห็นเป็นเหมือนฝุ่นเล็กๆสีขาวๆรวมกลุ่มกันเป็นกระจุก หรือเป็นสายใกล้ผิวน้ำเป็นจำนวนมาก ถ้าเกิดหนาแน่นมากๆจะรวมตัวกันเป็นแผ่นหรือเป็นฝ้าที่ผิวน้ำตามขอบภาชนะ ก็สามารถใช้ถ้วยหรือขันตักน้ำบริเวณที่มีพารามีเซียมหนาแน่นไปเป็นอาหารลูก ปลาได้ จากนั้นก็เติมนมสดเพิ่มในอัตรา1 ซีซี ต่อน้ำในบ่อผลิต 5 ลิตร พร้อมทั้งเติมน้ำสะอาดให้ได้ปริมาตรเท่าเดิม (เท่ากับที่ตักไปเลี้ยงปลา) ก็จะมีพารามีเซียมใช้ไปได้เรื่อยๆ
6 การล้างภาชนะ (บ่อผลิต) หลังจากการเลี้ยงและใช้พารามีเซียมไปประมาณ 10 - 15 วัน จะเห็นว่ามีตะกอนเกิดขึ้นมากและน้ำเริ่มมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ใช้สายยางดูดน้ำ หรือขันตักน้ำ โดยเอาเฉพาะน้ำเหนือตะกอนซึ่งมีตัวพารามีเซียมมากไปใส่ภาชนะใหม่ หรือพักไว้ในถัง ล้างภาชนะเก่า แล้วนำน้ำที่พักไว้มาใส่ จากนั้นก็เติมนมสดเพิ่มในอัตรา1 ซีซี ต่อน้ำในบ่อผลิต 5 ลิตร พร้อมทั้งเติมน้ำสะอาดให้ได้ปริมาตรเท่าเดิม เช้าวันถัดไปก็จะเกิดพารามีเซียมหนาแน่นใช้เป็นอาหารลูกปลาได้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะมีพารามีเซียมหนาแน่นใช้ได้ตลอดไป
หมายเหตุ ในตอนเช้าต้องหมั่นตรวจดูว่ามียุงมาวาง ไข่หรือไม่ ถ้าพบแพไข่ของยุงจะต้องตักออก เพราะถ้าปล่อยให้ไข่ยุงฟักตัวเป็นลูกน้ำ จะทำให้พารามีเซียมลดลง
ภาพที่ 3 การเตรียมน้ำ เตรียมโดยการเลี้ยงปลาในตู้กระจกขนาดความจุ 100 - 150 ลิตร
ภาพที่ 4 ลักษณะตะกอนที่เกิดที่พื้นก้นตู้ปลา
ภาพที่ 5 เมื่อดูดตะกอนจากตู้กระจกลงในภาชนะที่เตรียมเป็นบ่อผลิต
ภาพที่ 6 เติมนมสดลงในบ่อผลิต อัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำ 2 ลิตร
ภาพที่ 7 เช้าวันถัดมาจะสังเกตุเห็นพารามีเซียมว่ายน้ำรวมฝูงเป็นกลุ่ม หรือเป็นสาย
ภาพที่ 8 เมื่อเกิดมากขึ้นจะรวมตัวกันเป็นแผ่นหรือเป็นฝ้าที่ผิวน้ำตามขอบภาชนะ
ภาพที่ 9 เมื่อนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
ภาพที่ 10 เมื่อตักมาเปรียบเทียบกับน้ำใส
คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ
ขอบคุณความรู้จาก http://home.kku.ac.th มา ณ ทีนี้ด้วยครับ
ผิดพลาดประการใด ก็ ขออภัยด้วยนะครับ
เอกสารอ้างอิง
MetaMicrobe.com. 2012. Paramecium tetraurelia . [online] 12 February 2011. Available from :
http://www.metamicrobe.com/paramecium/
Ruppert E. E. and R. D. Barnes. 1994. Invertebrate Zoology. Sixth Edition. Saunders College Publishing.
Philadelphia . USA. 1056 pp.
.................................................................................................................................
................................................................................................................................
ทดสอบด้วยตัวผมเองครับ ได้ผลดีมากเลย ยิ่งที่เพาะใหญ่ตัวพารามีเซียมก็จะใหญ่ กว่า ตัวที่อยู่ในขวดที่ผมตัด เมื่อเปรียบเทียบ กระติก กับ ขวดตัดครึ่ง มาดูการทดสอบผมกันครับ
1.นำฟางไปต้ม

2.นำน้ำที่ต้มและฟางไปใส่ที่เพาะ

3.เตรียมเชื้อพารามีเซียม ได้มาจากกระติกเก่าที่เพาะไว้ตัวจะอ้วนกว่าขวดตัด

4.นำเชื้อใส่ในที่เพาะ

5.ปิดด้วยผ้า หรือ ถุงพลาสติก

6.รอดูผลงาน 3-4 วัน

หลังจากนั้นเราก็ให้อาหารด้วย นมจืด หรือ นมผง เพื่อไห้ได้ผลผลิตที่เยอะขึ้น
*พารามีเซียม เหมาะกับลูกปลาวัย 3-4 วันขึ้นไปเพื่อฝึกให้ลูกปลาหัดใช้ปากในการกินอาหาร เมื่อ อายุ 10-15 วันก็ให้เป็น อาร์ทีเมีย และ ไรแดงต่อไปครับ
ผิดพลาดประการใดขออภัยมา ณ ที่ นี้ด้วยคับ @เหน่ง






